วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

New technique to prepare for TOEIC test

การ สอบนั้นจะมี 2 part เหมือนเดิมครับ ได้แก่ Listening 100 ข้อ และ Grammar & Reading 100 ข้อ เรามาดูรายละเอียดกันทีละ part เลยนะครับ คะแนนเต็ม 990 คะแนน เช่นเคยครับ (Listening 495 คะแนน, Grammar & Reading 495 คะแนน)
Listening Comprehension
แบ่งออกเป็น 4 part ย่อย แต่ละ part เราจะมีโอกาสฟังเทปแค่ 1 รอบไม่มีซ้ำครับ ตั้งสติเอาไว้ให้มั่น นั่งนิ่งๆ อย่าวอกแวกเป็นอันขาด ถึงแม้ว่าคนนั่งข้างๆเราอาจจะกำลังเอายางลบถูอย่างเมามันจนโต๊ะสะเทือน ก็อย่าไปสนใจ 5555 มีทั้งหมด 100 ข้อครับ ให้วลา 45 นาทีเท่านั้น (เร็วมากๆครับ แต่เราควบคุมได้ เพราะพอสิ้นเสียงเทปในแต่ละข้อ เราจะมีเวลาในการฝนคำตอบประมาณ 2-3 วินาที แล้วเสียงข้อต่อไปจะมาทันที ต้องฝนให้เร็วด้วยครับ)
Part I Photographs
ส่วนนี้ง่ายที่สุดในบรรดาข้อสอบทั้งชุด ดูรูปแล้วตอบ เราต้องใช้สายตาสแกนไปให้ทั่วทั้งภาพในเวลาอันรวดเร็ว ดูรูปให้ละเอียดเลยนะว่า ในรูปมีอะไรบ้าง หลักๆคือ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร มีคนกี่คน ใส่เสื้อผ้าแบบไหน ข้อสอบแบบใหม่นี้ลดเหลือเพียง 10 ข้อเท่านั้นค่ะ (น่าเสียดาย เพราะง่ายมาก) แต่ละข้อมี 4 choice ให้เลือกตอบครับ สิ่งที่ต้องระวังใน part นี้ก็คือ เสียงของคำที่ใกล้เคียงกันจะทำให้เราสับสน เช่น

- ในรูปมีเรืออยู่ แล้วเสียงของ choice จะมีทั้งคำว่า ชิพ (ship) และ ชีพ..(sheep) ฟังแล้วแยกให้ออกนะ

- หรืออีกอย่างหนึ่งคือ ชื่อคนที่อยู่ในโจทย์และในคำตอบไม่ตรงกัน เช่น ในโจทย์กำลังพูดถึง Jan (อ่านว่า แจน) แต่ใน choice อาจจะมีซักข้อนึงใช้ชื่อว่า Jane (อ่านว่า เจน) ก็อย่าหลงไปกาล่ะ ผิดเลยนะนั่น

เวลาฟัง ตั้งสมาธิดีๆ จะได้ไม่สับสนครับ

Part II Question-Response
มี 30 ข้อเหมือนเดิมครับ ตรงนี้เราจะได้ฟังเทปที่คน 2 คนคุยกัน ไม่มีโจทย์ให้อ่าน ไม่มี choice ให้อ่าน ต้องฟังเอาจากในเทปทั้งหมดครับ แต่ละข้อมี 3 choice ให้เลือกตอบครับ คำถามจะเป็นประเภท What, Where, When, How, Why, Would, Do you, Are you, Can you เป็นต้น บางคนแค่ได้ยินคำแรกคำเดียว ที่เหลือฟังไม่รู้เรื่องแล้วตอบถูกก็มีครับ

what – อะไร (ก็ตอบเค้าไปสิว่ามันคืออะไร) เช่น

what kind of position are you applying for? (คุณสมัครตำแหน่งอะไร? ตำแหน่งพนักงาน
ล้างจานอะไรก็ว่าไป)

Where – ที่ไหน (ระบุสถานที่มาเลย)

Where do you want to go today? (วันนี้คุณจะไปไหน? บอกชื่อสถานที่ไป ง่ายมะ)

When – เมื่อไหร่ (ระบุเวลามา พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ชาติหน้า) แต่อย่าสับสนเรื่องเวลาก่อนหลัง
เช่น

When will you come here? (คุณจะมาที่นี่เมื่อไหร่?)
a. Yesterday morning.
b. Last Monday.
c. I don't know.

จะตอบว่าไร ก็ต้องตอบว่าไม่รู้ใช่มั้ยล่ะ เพราะเค้าถามว่าจะมาเมื่อไหร่ แปลว่ายังไม่มา จะไป
ตอบว่า เมื่อวานตอนเช้า หรือเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว ได้อย่างไร ต้องระวังตรงนี้นะ ข้อสอบชอบ
หลอก

How – อย่างไร (ทำอย่างไร ไปอย่างไร กินอย่างไร)

Why – ทำไม (ตอบเค้าไปว่าเพราะอะไร ถ้าข้อง่ายๆหน่อย มันจะมีคำว่า because)

Part III Short Conversation
มี 30 ข้อเหมือนเดิมอีกแล้ว ตรงนี้เราจะได้ฟังเทปที่คน 2 คนคุยกัน ยากกว่าเดิมนิดหน่อย เพราะดูเหมือนบางข้อจะคุยกันยาวขึ้นนิดนึง มีโจทย์ให้อ่าน มี choice ให้อ่านด้วย (มีการสนทนา 10 เรื่อง แต่ละเรื่องจะมีโจทย์คำถาม 3 ข้อ) ฟังเทปว่าเค้าคุยอะไรกันแล้วตอบคำถาม แต่ละข้อมี 4 choice ให้เลือกตอบครับ คำถามจะว่าประมาณว่า เค้าคุยกันที่ไหน? คนผู้หญิงที่พูดเป็นใคร? เค้าสองคนกำลังทำอะไรกัน? เทคนิคคือ อ่านโจทย์และ Choice ให้จบก่อนที่เค้าจะเริ่มสนทนากัน จะได้รู้ว่าเราควรจะจับประเด็นตรงไหน
Part IV Short Talks
เพิ่มเป็น 30 ข้อแล้วค่ะพี่น้อง และดูเหมือนมันจะไม่ค่อย short สักเท่าไหร่ พูดยาวขึ้นนิดนึง ตรงนี้เราจะได้ฟังเทป ที่มีคนหนึ่งคนกำลังพูดสาธยายอะไรซักอย่างอยู่อาจจะกำลังเอ่ยชื่นชมใครบางคน อยู่ หรืออาจจะกำลังยืนบ่นอะไรในที่ประชุม หรืออาจจะกำลังสาธิตสินค้าให้ว่าที่ลูกค้าฟัง ตรงนี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย เค้าพูดเร็ว รัว ยาว ถ้าใครฟังออกฟังทัน ก็หมูเลย แต่ถ้าใครฟังไม่ออก ฟังไม่ทัน ก็ใช่ว่าจะหมดหนทาง เอาเป็นว่าในระหว่างที่ฟังเค้าพูดหรือบ่นอยู่นั้น ให้กวาดสายตาไปให้ทั่วทั้งคำถาม และ choice ทั้ง 4 ไปด้วย จะเป็นแนวทางคร่าวๆว่าเรากำลังฟังอะไรอยู่ พอเค้าพูดจบ จะมีเวลาให้เราฝนคำตอบแต่ละข้อนิดหน่อย 2-3 วินาที รีบฝนนะ อย่าลังเล เดี๋ยวเค้าเริ่มพูดเรื่องใหม่แล้วจะตกใจ ลน สมาธิกระเจิง
Reading
แบ่งออกเป็น 3 part ย่อย มีทั้งหมด 100 ข้อ ใช้เวลา 75 นาที ควรแบ่งเวลา ดังนี้ Part V, VI รวมกันมี 60 ข้อ ควรจะใช้เวลา 35 นาที เฉลี่ยแล้วตกข้อละ 35 วินาที จะได้เหลือเวลาสำหรับ Part VII 40 นาที (เพราะมี 40 ข้อ แต่มันต้องใช้เวลาในการหาคำตอบ เฉลี่ยแล้วตกข้อละ 1 นาที) ที่พูดมาทั้งหมด ไม่มีเวลาตรวจทานนะคะ ผ่านแล้วผ่านเลยค่ะ
Part V Incomplete Sentences
ชื่อมันก็บอกว่าประโยคไม่สมบูรณ์ จงทำให้มันสมบูรณ์ โดยโจทย์แต่ละข้อจะเว้นที่ว่างไว้ 1 ที่ เพื่อให้เราเติม โดยจะเอาอะไรมาเติมนั้นก็ดูใน choice ทั้ง 4 ใน part นี้เราต้องไปศึกษาว่าในประโยคหนึ่งๆนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง (ประธาน กริยา กรรม) คำนามวางไว้ตรงไหนและอะไรคือคำนาม คำคุณศัพท์วางไว้ตรงไหนและอะไรคือคำคุณศัพท์ คำกริยาวิเศษณ์อยู่ตรงไหนได้บ้างและมันหน้าตาเป็นอย่างไร

เช่น approximate กับ approximately คำไหนเป็น Adv. คำไหนเป็น Adj. ถ้าเรารู้แล้วก็ต้องรู้อีก ว่า จะเอา มันไปวางไว้ตรงไหนของประโยค

แต่มันไม่ได้มีแค่นี้หรอกนะ มันคือความรู้เรื่อง grammar ทั้งหมดอ่านมาให้หมดเลยนะ แล้วจะดีเอง....มี ทั้งหมด 40 ข้อเหมือนเดิม อย่าลืมนะว่า ใช้เวลาให้น้อย เฉลี่ยข้อนึง 35 วินาที ถ้าทำได้ รอด
Part VI Replaced with Text Completion
อัน นี้แต่เดิมเป็น Error Recognition ซึ่งเราไม่ชอบเอามากๆ คราวนี้เค้าเปลี่ยนเป็น Text Completion แทนที่ด้วยข้อความเสร็จสมบูรณ์ คือจะเนื้อหาเรื่องราว หรือป้าย บัตรเชิญ บทสนทนาอะไรต่างๆ แล้วจะเว้นที่ว่างไว้ในบางคำ เพื่อให้เราตอบว่าคำนั้นที่ว่างเว้นไว้ คืออะไร
ประมาณนี้
The Government plans to give (14) $............................................ to assist the farmers. This money was to be spent on improving Sydney’s
(15)............................................ but has now been re-allocated. Australia has experienced its worst drought in over fifty years. Farmers say that the money will not help them because it is (16) ................................................................

มี choice ให้เลือกตอบค่ะ มีทั้งหมด 12 ข้อ
Part VII Reading Comprehension
อย่างที่บอก รีบๆทำ part อื่นให้เสร็จเร็วๆ จะได้เหลือเวลามาทำตรงนี้มากหน่อย เพราะเค้าเพิ่มเป็น 48 ข้อแล้วค่ะ (single passages 28 ข้อ และ double passages 20 ข้อ) ถามว่ายากมั้ย ตอบเลยไม่ยาก แต่... แต่... แต่... ใช้เวลาเยอะยิ่งนัก ทุกๆ 3-4 ข้อ จะมีเนื้อเรื่องมาให้เราอ่าน อาจจะเป็นป้ายโฆษณา จดหมาย บัตรเชิญ ประกาศ แฟกซ์ ตารางเวลา ฯลฯ บอกไว้เลยนะ ว่าอย่าไปอ่านเนื้อเรื่องก่อน เสียเวลาสุดๆ ลงมาอ่านโจทย์เลยว่ามันต้องการอะไร มันถามอะไร เสร็จแล้วค่อยไปค้นหาคำตอบในเนื้อเรื่องข้างบน คำตอบอยู่ในเนื้อเรื่องนั่นแหละ ถามกันแบบตรงๆเลย แค่หาเจอก็ตอบได้แล้ว อ้อ!! อย่าหานานนะ เวลามีน้อย
(เว้นเสียแต่ว่า โจทย์จะถามว่า บทความนี้ต้องการบ่งบอกอะไร TOPIC ของเรื่องคืออะไร เราก็ค่อยไปอ่าน อย่างรวดเร็วแล้วจับใจความ สำคัญมาให้ได้)


เศรษฐกิจระหว่างประเทศ


เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คือ การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการของประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่งของภาคเอกชน, รัฐบาล ทวิภาคี: การประชุมของ 2 ประเทศ และ พหุภาคี: การประชุมของกลุ่มประเทศและได้นโยบาย จึงดำเนินการติดต่อค้าขายกับประเทศคู่ค้า
สาเหตุของการเกิดการค้าระหว่างประเทศ
1.ความแตกต่างทางด้านทรัพยากร เช่น น้ำมัน 2.ความแตกต่างทางด้านสภาพภูมิประเทศและอากาศ(ข้อ 1-2 สัมพันธ์กัน) 3.ความแตกต่างในด้านความชำนาญในการผลิตสินค้าและบริการ
ประโยชน์ของการค้าระหว่างประเทศ
1.ได้สินค้าที่มีคุณภาพและมีราคาถูกกว่าต้นทุนที่จะผลิตในประเทศ 2.ทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ 3.ทำให้ประเทศที่กำลังพัฒนาได้เรียนรู้รูปแบบใหม่ๆของสินค้า 4.ทำให้ผู้ผลิตสินค้าเกิดความชำนาญในการผลิตสินค้าชนิดนั้น
นโยบายการค้าระหว่างประเทศ
แบ่งได้ 2 แบบ 1.นโยบายการค้าแบบเสรี มีลักษณะดังนี้
  -ต้องไม่เก็บภาษีนำเข้าหรือเก็บน้อย
  -ต้องไม่มีการให้สิทธิพิเศษ
  -ต้องดำเนินการผลิตตามหลักการแบ่งงาน
   (การแบ่งงาน คือ ต้องผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงและมีกำลังผลิตทอ)
2.นโยบายการค้าแบบคุ้มกัน
  -มีการตั้งกำแพงสินค้า
  -มีการเก็บภาษีเข้าสูงกว่าปกติ
  -มีการกำหนดอัตราการนำเข้าสินค้าเพื่อไม่ขาดดุลการค้าเงินจะได้ไม่ออกนอกประเทศเยอะ
  -ส่งเสริมการส่งออก
ดุลการค้าและดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ
ดุลการค้าเปรียบเทียบมูลค่า ส่งออก และ นำเข้า มี 3 ลักษณะ
 1.เกินดุลการค้า คือ ส่งออกมากกว่านำเข้า
2.ขาดดุลการค้า คือ นำเข้ามากกว่าส่งออก หรือ รายจ่ายมากกว่ารายรับ
3.การค้าสมดุล คือ ส่งออก เท่ากับ นำเข้า
ดุลการชำระเงิน คือ รายการที่แสดงรายรับรายจ่ายเงินตราต่างประเทศจากการค้าและบริการ มี 3 ลักษณะ
1.ดุลการชำระสมดุล คือ รายจ่ายเท่ากับรายรับ
2.ดุลการชำระขาดดุล คือ รายจ่ายมากกว่ารายรับ
3.ดุลการชำระเกินดุล คือ ราบรับมากกว่ารายจ่าย

องค์ประกอบของดุลการชำระเงิน
1.สินค้า + ส่งออก = ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด (เงินที่เข้าออกประเทศด้านการท่องเที่ยวและบริการ)
 2.การท่องเที่ยว การบริการ เงินบริจาค เงินโอน เป็นดุลบริการ
 3.เงินลงทุน หลักทรัพย์ เงินกู้ยืม เรียกว่า บัญชีเงินทุน/บัญชีโยกย้าย
 ระบบการค้าระหว่างประเทศ
ขึ้นอยู่กับ 1.ปริมาณสินค้าเข้า <Volume of trade>
2.สินค้าเข้า สินค้าออก <Import export>
3.ดุลการค้า<Balance of trade>
4.ดุลการค้าได้เปรียบ <Favorite balance of trade>
5.ดุลการค้าเสียเปรียบ<Favorite balance of trade>
6.ดุลการชำระเงิน บัญชีเดินสะพัด<Balance of payment >
7.ดุลการชำระเงินเสียเปรียบ<Balance of payment deficit>
8.กฎเกณฑ์โควตาสิทธิพิเศษ <Quotas>
9.การตั้งบริษัทการค้า ตั้งในประเทศที่จะทำการค้าด้วย<Cartels>

การแก้ไขดุลการชำระเงิน
1.พยายามลดการสั่งสินค้าเข้า โดยใช่มาตรการต่างๆ
2.พยายามส่งสินค้าออกให้มาก
3.ลดรายจ่ายภาครัฐ
4.ส่งเสริมให้มีการลงทุนของต่างชาติ
5.ส่งเสริมการท่องเที่ยว
6.กู้ยืมเงินจากต่างประเทศเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาการเงิน

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8

 


“วัฏจักรธุรกิจกับการจัดสรรเงินลงทุน”



            ในการลงทุนนั้นนักลงทุนทุกคนคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า จังหวะเวลาในการลงทุน (Timing) นั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่ออัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ทั้งนี้เนื่องจากว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทนั้นจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้แก่นักลงทุนได้ดีในช่วงสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ดังนั้นนักลงทุนที่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัฏจักรธุรกิจ (Business Cycle) กับผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภท และสามารถโยกย้ายเงินลงทุนของเขาไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ ถูกประเภทและ ถูกเวลาแล้ว ก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากกว่านักลงทุนโดยทั่วไป
            วัฏจักรธุรกิจ เป็นความผันผวนที่เกิดขึ้นกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่างๆ แต่ทั้งนี้ความผันผวนดังกล่าวจะมีลักษณะที่เป็นวัฏจักร กล่าวคือ แต่ละสภาวการณ์จะเกิดขึ้นและหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ ตามลำดับ โดยทั่วไปวัฏจักรธุรกิจสามารถจำแนกออกได้เป็น 4 ช่วง ดังนี้
            1. ช่วงเศรษฐกิจถดถอย (Recession) การผลิต การลงทุน การบริโภคจะตกต่ำที่สุด และอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่อัตราการว่างงานจะอยู่ในระดับสูง ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ผลประกอบการของบริษัทโดยส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะแย่ลง ดังนั้นการลงทุนในหุ้นจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในช่วงนี้ แต่ในทางกลับกัน เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อนั้นอยู่ในระดับต่ำ อัตราดอกเบี้ยจึงมีแนวโน้มที่จะลดลง ดังนั้นการลงทุนในพันธบัตรจึงมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะมีผลทำให้ราคาตลาดของพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้น
            2. ช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว (Recovery) ระดับการผลิต การจ้างงาน การบริโภค และการลงทุนจะเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ ในสถานการณ์เช่นนี้ผลประกอบการของบริษัทโดยส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น ดังนั้นในช่วงนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะโยกย้ายเงินลงทุนไปลงทุนในหุ้น
            3. ช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรืองเต็มที่ (Peak) ระบบเศรษฐกิจจะมีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งการผลิตและการบริโภค แต่ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นด้วย ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยจึงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งราคาพันธบัตรและการประกอบธุรกิจของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดในการลงทุนสำหรับช่วงเวลานี้จึงได้แก่สินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งระดับราคามักจะแปรผันตามภาวะเงินเฟ้อ
            4. ช่วงเศรษฐกิจหดตัว (Contraction) กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งการผลิต การจ้างงาน การลงทุน และการบริโภคจะลดลง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับสูง สภาวการณ์เช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อทั้งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ ดังนั้นในช่วงนี้จึงควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ และหันไปฝากเงินระยะสั้นหรือลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินแทน
                 

การบริหาร การจัดการ บริหารธุรกิจ ขนาดย่อม SMEs


จากการที่ธุรกิจขนาดย่อม เป็นธุรกิจขนาดเล็กมีการลงทุนในการดำเนินงานไม่สูง ทางการดำเนินธุรกิจส่วนมากแล้วอยู่ในรูปของการดำเนินการภายในครอบครัว โดยมีหัวหน้าครอบครัวทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเอง และมีหน้าที่ในการตัดสินใจในการบริหารคน เงิน เครื่องจักร และวัสดุ โดยใช้หลักการบริหาร ฉะนั้น ผู้ดำเนินการจัดการหรือบริหารธุรกิจขนาดย่อมควรที่จะต้องศึกษาหลักการบริหารและจัดการเบื้องต้น เพื่อทำการบริหารธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จ

ความหมายของการจัดการธุรกิจขนาดย่อม
          คำว่า "การจัดการ" โดยทั่วไปหมายถึง ลักษณะของการปฏิบัติงาน แต่คำว่า "การบริหาร" โดยทั่วไปใช้ในการกำหนดเป้าหมายให้พนักงานปฏิบัติตามรวมถึงการบริหารราชการและการบริหารธุรกิจ อย่างไรก็ตามคำทั้งสองได้ถูกนำมาใช้แทนกันอยู่เสมอ โดยที่การบริหารจะเน้นในเรื่องการบริหารหรือการจัดการที่เกี่ยวกับนโยบายชั้นสูง หรือส่วนราชการ การจัดการ จะเน้นในเรื่องการจัดหรือดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้ หรือใช้กับกิจกรรมที่ประกอบธุรกิจ

          คำนิยาม "การจัดการ" ในเชิงธุรกิจเพื่อที่จะนำไปสู่ความหมายของการจัดการธุรกิจขนาดย่อมต่อไป โดยแสดงให้เห็นถึงกระบวนการหรือหน้าที่ในการจัดการดังต่อไปนี้

          การจัดการ หมายถึง การจัดทรัพยากรการบริหารมาใช้ในการดำเนินการ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อันประกอบด้วยกระบวนการวางแผน การควบคุม การอำนวยการและประสานการทำงานของฝ่ายต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างราบรื่น เพื่อให้ธุรกิจบรรลุผลสำเร็จตามแผนงานและโครงการที่วางไว้

          การจัดการธุรกิจขนาดย่อม หมายถึง กระบวนการวางแผนการจัดองค์การ การบริหารงานด้านต่าง ๆ ของธุรกิจขนาดย่อมที่ดำเนินการ อันประกอบไปด้วยขั้นตอนแรกในการนำวัตถุดิบเข้ามา ผ่านขบวนการผลิตหรือขั้นตอนการบริการต่าง ๆ ออกมาเป็นสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นที่ถูกใจและประทับใจลูกค้า

องค์ประกอบของการจัดการธุรกิจขนาดย่อม
          จากความหมายของการจัดการธุรกิจขนาดย่อมที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า การจัดการธุรกิจขนาดย่อมมีองค์ประกอบที่สำคัญดังรายละเอียดต่อไปนี้
          1. วัตถุประสงค์และเป้าหมาย ธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อมไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าหรือบริการจะต้องมีการตั้งวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการดำเนินกิจการไว้เสมอ อาจจะเป็นกำไร ความประทับใจของลูกค้า เป็นต้น
          2. ทรัพยากรในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่คน เครื่องจักร เงินทุน และวัตถุดิบ
          3. กระบวนการจัดการธุรกิจขนาดย่อม ประกอบด้วย การวางแผน การจัดองค์การ การบริหารงานบุคคล การอำนวยการ และการควบคุมงาน

ความสำคัญของการจัดองค์การธุรกิจขนาดย่อม
          ผู้บริหารหรือผู้จัดการธุรกิจขนาดย่อม จะเป็นผู้วางแผนในการนำทรัพยากรทั้ง 4 หรือที่ เรียกว่า สี่เอ็ม อันประกอบไปด้วย คน เงิน เครื่องจักร และวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการบริหาร 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์การ การบริหารงานบุคคล การอำนวยการและการควบคุมงาน เพื่อให้การดำเนินงานของธุรกิจขนาดย่อมบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้
          สินค้าที่ผลิตออกมาจำหน่ายหรือการบริการต่าง ๆ ก็ตามสิ่งที่สำคัญก็คือต้องเป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริการต้องสร้างความประทับใจให้ลูกค้า และส่งงานตรงตามเวลาที่กำหนด ส่วนธุรกิจที่ผลิตสินค้านั้น ผู้ควบคุมการผลิตจะต้องทราบถึงความต้องการของลูกค้าและพยายามพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ตามความต้องการของลูกค้า

ประโยชน์ของการจัดการทางธุรกิจขนาดย่อม ก่อให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
          1. ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถศึกษาวิเคราะห์ ตรวจสอบ และคาดคะเนเหตุการณ์ต่าง ๆ ในธุรกิจที่กำลังดำเนินการได้
          2. ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้าหรือบริการในด้านคุณภาพและรูปแบบ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
          3. ช่วยประสานงานการทำงานของฝ่ายต่าง ๆ ในองค์การธุรกิจให้สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่นประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทรัพยากรการจัดการธุรกิจขนาดย่อม
          การจัดการธุรกิจขนาดย่อมโดยทั่วไป เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ย่อมประกอบไปด้วยทรัพยากรในการจัดการธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งประกอบด้วยทรัพยากร 4M ดังรายละเอียดต่อไปนี้
          1. คน เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีผลต่อความสำเร็จของธุรกิจขนาดย่อมเป็นอย่างมาก เพราะการดำเนินงานการบริหารหรือจัดการธุรกิจ หรือควบคุมเครื่องจักรกลในการผลิตต่าง ๆ ต้องอาศัยคนเป็นหลักงานและการสร้างสรรค์คุณภาพงาน
          2. เครื่องจักร เป็นทรัพย์สินถาวรที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการต่าง ๆ แก่ลูกค้า
          3. เงินทุน เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ได้ซึ่งทรัพยากรการจัดการอื่น ๆ ช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างราบรื่น เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินการจัดธุรกิจขนาดย่อมให้ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย เงินทุนที่นำมาใช้ในรูปของการซื้อเครื่องจักร สร้างอาคาร และซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น
          4. วัตถุดิบ คือ วัตถุดิบและวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในกระบวนการผลิต วัตถุดิบควรจะอยู่ใกล้กับสถานประกอบการ เพื่อความประหยัดในการขนส่ง และความมั่นใจในการมีวัตถุดิบป้อนให้โรงงานตลอดปี

          จะเห็นว่าการประกอบธุรกิจขนาดย่อมนั้น ผู้จัดการมักจะเป็นเจ้าของธุรกิจเอง เงินทุนที่ใช้หมุนเวียนก็มีน้อย ประกอบกับเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ฉะนั้นเครื่องจักรกลจึงใช้ไม่มากนัก และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ วัตถุดิบที่ป้อนให้แก่โรงงานนั้นจะต้องเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และจัดหาได้ง่ายในบริเวณที่ประกอบธุรกิจนั้น ๆ ของธุรกิจขนาดย่อม

          การประกอบธุรกิจขนาดย่อมจะประกอบไปด้วยทรัพยากรการจัดการทั้ง 4 ประการ ดังกล่าวแล้ว การดำเนินการธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ถ้ามีปัจจัยมาเสริมอีก 4 ประการ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
          1. การตลาด หมายถึง การผลิตสินค้าออกมาได้คุณภาพใกล้เคียงกับบริษัทคู่แข่ง สิ่งที่ต้องคำนึงต่อไปก็คือ การตลาด ฉะนั้นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภคว่ามีความต้องการอย่างไร เช่น ปริมาณต่อราคาสินค้าที่ขายการพัฒนาสินค้าของบริษัทคู่แข่ง ตลอดจนส่วนลดของการซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก เป็นต้น
          2. ระบบการปฏิบัติงาน หมายถึง ระเบียบ กฎเกณฑ์ และวิธีการปฏิบัติงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารและผู้จัดการควรจัดรูปแบบของงานแต่ละตำแหน่งหน้าที่ ขั้นตอนการปฏิบัติงาน รวมทั้งระบบการทำงานของพนักงาน เพื่อให้พนักงานปฏิบัติตามกฎระเบียบอันจะก่อให้เกิดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และลดอุบัติเหตุตลอดจนก่อให้เกิดการเพิ่มผลผลิตภายในโรงงานอุตสาหกรรมอีกด้วย
          3. การบริหาร เป็นวิธีการจัดการทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ได้แก่ คน เครื่องจักร วัตถุดิบ ให้มีการประสานงานและความสัมพันธ์กันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
          4. การจูงใจ เป็นเทคนิคของผู้บริหาร หรือฝ่ายการจัดการในระดับต่าง ๆ ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของงานให้มากขึ้น การจูงใจมีอยู่หลายอย่าง เช่น เอาตำแหน่งหน้าที่เป็นการจูงใจ หรือใช้เงินเป็นสิ่งจูงใจ การจูงใจจะได้ผลมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับเทคนิคและประสบการณ์ของผู้บริหาร ถ้าการจูงใจได้ผลแล้วจะทำให้พนักงานเกิดความมุมานะ และความจงรักภักดีต่อองค์การ

กระบวนการจัดการ ธุรกิจขนาดย่อม
          กระบวนการ จัดการธุรกิจ หมายถึง การดำเนินการธุรกิจขนาดย่อมตามขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การวางแผนการทำธุรกิจ การจัดองค์การ การบริหารพนักงาน การอำนวยการและควบคุม โดยนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ธุรกิจบรรลุความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้

กระบวนการจัดการทางธุรกิจขนาดย่อม มี 5 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
          1. การวางแผน หมายถึง การประเมินสถานการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างมีหลักเกณฑ์ และดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด การวางแผนที่ดีหลังจากดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องมีการวัดผลและประเมินผล เพื่อหาปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ มาแก้ไขต่อไป
          2. การจัดองค์การ หมายถึง การประกอบธุรกิจขนาดย่อมนั้น หน่วยงานภายในองค์การหรือบริษัทมีน้อย เพราะเงินทุนในการดำเนินการส่วนใหญ่แล้วจะมีชิ้นส่วนของพนักงานในการผลิตสินค้า ฝ่ายบัญชี และฝ่ายบุคลากร โดยมีเจ้าของผู้ประกอบการเป็นผู้จัดการโดยตรง ซึ่งต่างจากบริษัทหรือโรงงานขนาดใหญ่ ในบางครั้งพนักงานในโรงงานหรือบริษัทขนาดย่อมจะทำงานหลาย ๆ หน้าที่พร้อม ๆ กัน
          3. การบริหารพนักงาน หมายถึง เนื่องจากธุรกิจขนาดย่อมมีพนักงานภายในน้อย สายงานภายในก็มีไม่มาก หรือบางครั้งเป็นธุรกิจภายในครอบครัว เพราะฉะนั้นการบริหารบางครั้งก็ไม่ตรงตามหลักวิชาการมากนัก การเข้าออกของพนักงานภายในบริษัทหรือสถานประกอบการก็มีสูง ทำให้ต้องมีการรับพนักงานบ่อยครั้ง
          4. การอำนวยการ หมายถึง ส่วนมากแล้วเจ้าของผู้ประกอบการหรือผู้จัดการจะประสานกับพนักงานเอง สั่งการเอง ไม่ได้แยกออกเป็นแผนกหรือสายงาน ถ้าผู้บริหารขาดความเป็นผู้นำ และไม่มีความรู้ทางการบริหารและการจัดการจะทำให้เกิดปัญหาในการบริหาร
          5. การควบคุมงาน หมายถึง จากการที่ธุรกิจขนาดย่อม เป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจภายในครอบครัว การควบคุมงาน การดำเนินการไปอย่างหยาบ ๆ การควบคุมส่วนมากจะเป็นการควบคุมโดยใช้สายตาและเปรียบเทียบกับปริมาณงานที่ทำได้ในแต่ละวัน โดยเปรียบเทียบกับพนักงานคนอื่นที่ได้รับมอบงานเหมือน ๆ กัน ไม่ต้องใช้เทคนิคและวิธีการในการตรวจสอบมากนัก

http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=1391.0


การเตรียมตัวศึกษาต่อต่างประเทศ/ขั้นตอนการสมัครสอบ

            
                หาข้อมูล
หาข้อมูลให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้
  • หาข้อมูลของมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนวิชาที่เราต้องการ
  • หาข้อมูลของเมืองและประเทศ ว่าน่าอยู่เหมาะกับเราหรือเปล่า ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ สภาพความเป็นอยู่ ชอบอยู่ในเมืองหรือชอบชนบท...กรณีต้องการหารายได้เพิ่มช่วยเหลือตัวเองไปด้วยระหว่างศึกษาต่อ แนะนำว่าให้ไปเมืองที่ใหญ่หน่อย และมีร้านอาหารไทยเยอะหน่อย จะช่วยได้เยอะค่ะ
 เตรียมการสมัครสอบ
ในการสมัครเรียน ทางมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องการดูผลว่าเรามีความสามารถเพียงพอที่จะสามารถไปเรียนได้หรือเปล่า ส่วนใหญ่จะมีสอบ
1.             สอบภาษาอังกฤษ TOEFL สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ และ IELTS สำหรับอังกฤษ
2.             สอบความรู้ด้านอื่น รวมถึงสอบ GMAT สำหรับด้านบริหาร และสอบ GRE สำหรับด้านอื่นๆ บางสาขาไม่จำเป็นต้องสอบ
เตรียมเอกสาร
ควรเตรียมเอกสารตั้งแต่เริ่มคิดที่จะสมัครเรียนต่อ เนื่องจากบางเอกสารอาจจะต้องใช้เวลานาน(ถึงนานมาก ในบางที) ยังไงก็ควรขอเอกสารไว้กับตัวก่อน ไม่จำเป็นต้องคิดว่า สอบTOEFL ผ่านแล้วค่อยขอ หรือว่าหามหาวิทยาลัยที่ต้องการได้แล้วค่อยขอ โดยเอกสารหลักๆที่ต้องมี
1.             ทรานสคริปต์ (transcript) เป็นใบผลการเรียนจากทางมหาวิทยาลัย ฉบับทางการ ใส่ซองมหาวิทยาลัยและปิดผนึกตรามหาวิทยาลัยที่หน้าซอง ขอได้จากสำนักทะเบียน
2.             จดหมายแนะนำ (letters of recommendations) จดหมายแนะนำจากทางอาจารย์หรือหัวหน้างาน อย่างน้อย 3 ฉบับ (บางที่เอา 2) ก่อนจะไปขออาจารย์ ควรจะรู้ให้แน่ก่อนว่าอยากจะเรียนอะไร เวลาอาจารย์ถามจะได้ตอบถูก
3.             เอกสารรับรองทางการเงิน (financial statement) เอกสารรับรองจากทางธนาคารว่าเรามีเงินเพียงพอที่จะเรียนต่อได้
4.             ___ (statement of purpose) เป็นจดหมาย 1 หน้า (หรือมากกว่า แต่ควรเขียนไม่ยาวมาก) เป็นจดหมายที่เราเขียนให้แก่ทางมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับเหตุผลที่ว่า ทำไมเราถึงเลือกมาเรียนที่นี่ (เช่นเดียวกับที่ว่า เหตุผลทำไมเค้าถึงรับเรา)
5.             ในสาย MBA มักจะมีคำถาม 2-5 ข้อให้เราเขียนตอบ เกี่ยวกับการสมัครเข้าเรียน
6.             บางสาขาวิชาต้องการให้เราเขียน เรซูเม (resume)
7.             อื่นๆ อาจจะเป็นประกาศนียบัตรต่างๆ ที่เราได้มาและเกี่ยวข้องกับที่เราจะสมัคร
เดดไลน์
               เดดไลน์ (Deadline) ของการสมัครแต่ละมหาวิทยาลัยจะแตกต่างกัน และแต่ละคณะก็จะแตกต่างกัน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคือวันไหน และจำไว้ว่า ไม่ควรจะรอถึงวันใกล้เดดไลน์แล้วค่อยส่งเอกสาร เอกสารต่างๆ ควรจะส่งล่วงหน้า
ขั้นตอนการสมัครสอบ
การสมัครสอบก็สมัครได้ทันที ไม่ต้องรอให้สอบภาษาอังกฤษผ่าน เพราะอาจจะทำให้ช้าเกินไป หลังจากเลือกมหาวิทยาลัยที่ต้องการสมัครได้ อาจจะเลือก มากกว่า 1 มหาวิทยาลัย และทำการสมัคร
1.             กรอกเอกสารการสมัครของทางมหาวิทยาลัย หลายๆ ที่สามารถกรอกผ่านเว็บไซต์ได้ทันที หรือโหลดไฟล์จากเว็บกรอกและส่งกลับไป
2.             ส่งเอกสารตามไป หลายมหาวิทยาลัยต้องการให้ส่งเอกสารบางส่วนเข้าคณะ และเอกสารบางส่วนไปที่ grad college
3.             พยายามเช็คอีเมล์บ่อยๆ หรือเช็คจากเว็บไซต์ว่าเอกสารเราไปถึง ถ้ายังไม่ถึงให้อีเมล์ไปถามหรือโทรไปถาม
4.             ถ้าทางมหาวิทยาลัยตอบรับ จะส่งอีเมล์หรือโทรศัพท์มาบอกก่อน และจะส่งจดหมายตามมา โดยเราควรจะตอบรับหรือตอบปฏิเสธมหาวิทยาลัยนั้นตามมารยาท (และกรณีเดียวกัน ถ้าเราปฏิเสธจะทำให้โอกาสแก่ผู้อื่น)
5.             สำหรับสหรัฐอเมริกา เมื่อทางมหาวิทยาลัยตอบรับ จะส่งเอกสารที่เรียกว่า I-20 (ไอ-ทเวนตี) มาให้สำหรับในการขอวีซา
                     ขั้นตอนหลังจากได้รับการตอบรับ
ส่วนใหญ่จะเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง
1.             ในสหรัฐอเมริกา เมื่อได้รับจดหมายตอบรับจะได้ I-20 เพื่อนำไปขอวีซ่า ในกรุงเทพ ระยะเวลาในการขอวีซ่าค่อนข้างนาน อาจจะนานถึง 2 เดือนได้ ควรขอแต่เนิ่นๆ ถ้าเป็นในเชียงใหม่ใช้เวลาไม่นานไม่เกิน 1-2 อาทิตย์ แต่ขอได้เฉพาะบุคคลที่มีทะเบียนบ้านในภาคเหนือ
2.             ซื้อตั๋วเครื่องบิน เตรียมตัวว่าจะไปถึงวันไหน อาจจะไปถึงก่อนซัก 1-2 อาทิตย์เพื่อปรับตัวก่อนเริ่มเรียน หรือถ้ากะจะไปเที่ยวก่อนอาจจะไปก่อนหน้านั้นได้
o    ในสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเข้าประเทศได้ก่อน 60 วัน (60 วันพอดีไม่ใช่ 2 เดือน) จากวันที่เขียนใน I-20 ถ้าเข้าประเทศก่อนหน้านั้นมีสิทธิโดนส่งกลับสูง
3.             ตรวจสุขภาพ มหาวิทยาลัยหลายที่จะส่งเอกสารให้เราตรวจสุขภาพ ตามใบที่ทางมหาวิทยาลัยส่งมาให้
4.             เตรียมของให้พร้อม ดูที่ สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนไปเมืองนอก
5.             ตัดแว่น ตรวจฟัน ตัดคอนแทค ให้พร้อม
6.             กิน เที่ยว ให้สนุก ในประเทศไทย ...

วิธีเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง





การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เราจะต้องมี Passion หรือ ความรู้สึกที่ดีกับสิ่งนี้ หากคุณไม่ทราบว่าอะไรคือ Passion หรือ ความรู้สึกที่ดี คืออะไร ลองย้อนกลับไปมองสิ่งต่างๆ ที่คุณเคยอยากได้ อยากมีสิครับ ยกตัวอย่างเช่น คุณอยากได้เสื้อผ้าดีๆ สวยๆ กระเป๋ายี่ห้อดังๆ หรือ แม้แต่ตอนที่คุณจีบแฟนคุณ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะคุณมี Passion ซึ่งทำให้คุณทุ่มเทพละกำลัง ความตั้งใจ ความพยายามให้ได้มันมา เพราะรู้ว่า มันมีค่ากับคุณแน่นอน ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน สิ่งแรกที่คุณต้องมีคือ Passion หรือ ความรู้สึกที่ดีต่อภาษาอังกฤษ ซึ่งเราต้องคิดต่อว่า แล้วเราจำเป็นต้องรู้ หรือ มีภาษาอังกฤษไว้ทำไม คำตอบคิอ ต้องมีครับ (Must have) เพราะในปัจจุบันนี้ทุกอย่างในชีวิตประจำวันเราคือ ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนและการ ทำงาน อันจะนำมาซึ่งความก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน
ในปัจจุบันนี้ การรู้ภาษาอังกฤษไม่ใช่เป็นเรื่องของความสามารถพิเศษแล้ว ลองจินตนาการการสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานของบริษัท เมื่อคุณตอบคำถามว่า คุณทราบภาษาอังกฤษ ผู้ที่สัมภาษณ์คุณไม่ได้มองว่าคุณมีความสามารถที่โดดเด่นไปจากคนอื่นเลย บางบริษัทที่มีชื่อเสียง ยังบังคับให้คุณไปสอบภาษาอังกฤษกับการสอบที่มาตรฐาน เช่น TOEIC, TOELF, IELS ตลอดจน CU-TEP, TU-GET แล้วนำคะแนนสอบที่ผ่านตามเกณฑ์มาร่วมพิจารณากับคุณสมบัติอื่นๆ ส่วนการสอบเข้าเรียนในระดับต่างๆ แทบไม่ต้องกล่าวถึง ต้องใช้คะแนนภาษาอังกฤษมาเป็นเกณฑ์ หรือ แทบจะเป็นตัววัดตัวสุดท้ายในการตัดสินในการเข้าศึกษา
ยิ่งกล่าวไปทำ ให้เครียด จนมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อภาษาอังกฤษ เราลองย้อนกลับมาพิจารณา แล้วจะทำอย่างไรให้เก่งภาษาอังกฤษ ผมคิดว่าคงไม่มีกฎเกณฑ์ใดตายตัว หากแต่จะเป็นเรื่องของการแนะนำส่วนตัว แต่ท้ายที่สุดต้องขึ้นกับผู้ที่ศึกษาเองว่ามี Passion แล้วทุ่มเทกับภาษาอังกฤษ แค่ไหน ดังนั้นผมขอแนะนำวิธีการเรียนรู้ที่สามารถนำเอาไปใช้ นะครับ
หากแยกประเภทการเรียนภาษาอังกฤษ ผมขอแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก คือ
1. ไวยากรณ์ (Grammar)
2. ศัพท์ (Vocabulary)
3. การอ่าน (Reading)
4. การเขียน (Writing)
5. การฟัง (Listening)
6. การพูด (Speaking)
1. ไวยากรณ์ (Grammar)
ไวยากรณ์ หรือ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Grammar ถือว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนไทยเรามาเป็นเวลาหลายสิบปี การเรียนรู้ภาษาอังกฤษขึ้นต้นของผู้เรียน ก็เริ่มจากการเรียนไวยากรณ์ ซึ่งใช้เวลาเกือบสิบปี เรียนกันตั้งแต่เด็กไปถึงผู้ใหญ่ ก็ยังไม่จบ เลยทำให้มีคำถามตามมาว่า ทำไมต้องเรียน เรียนแล้วก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ได้
จริง แล้วการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะทำให้ทราบถึงรูปแบบของภาษาในการเรียงถ้อยร้อยคำที่ถูกต้อง เพื่อนำไปใช้ในการสื่อสารให้เข้าใจระหว่างกัน การเรียนไวยากรณ์ต้องใช้ความอดทนในการทำความเข้าใจและจดจำ กฎ และข้อยกเว้นต่างๆ (ซึ่งข้อยกเว้นต่างๆ มักจะนำไปออกข้อสอบ) อีกทั้งต้องคอยสังเกตรูปแบบ
การเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แทบจะไม่มีอะไรมาก นอกเสียจากลองไปหาหนังสือไวยากรณ์ดีๆ สักเล่ม ลองเลือกเล่มที่ไม่ต้องหนามาก เอาขนาดกลางๆ ก็พอ แล้วค่อยๆ ศึกษา ทบทวน กอปรนึกถึงตอนเคยได้รับการเรียนรู้มาแล้ว จากนั้นทำแบบฝึกหัด หากคุณไม่สามารถบังคับตัวคุณให้ทำอย่างนี้ได้ ลองเดินไปเรียนพิเศษ หรือติวหลักไวยากรณ์ เพื่อจะได้เรียนรู้หลักการจำ การทำความเข้าใจภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจจะทำให้คุณเข้าใจไวยกรณ์ภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อเรียนจบแล้ว คุณต้องกลับมาทบทวน ทำความเข้าใจเรื่อยๆ นะครับ มิฉะนั้นแล้ว ทุกอย่างจะกลับไปคืนผู้สอนหมด ทำให้คุณเสียเงินและยังเสียเวลา แล้วไม่ได้อะไรอีก


http://www.eazydo.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9-1/

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

คำคมภาษาอังกฤษ




Laughter will always be the best medicine,
Silence will always be the best revenge 
And love will always be all you need.

การหัวเราะคือยาที่ดีที่สุด
ความเงียบคือการแก้แค้นที่ได้ผลที่สุด
ส่วนความรักคือทั้งหมดที่คนเราต้องการ



3 Things you can't recover in life:
The moment after it's missed
The word after it's said 
And the time after it's wasted

มี 3 สิ่งในชีวิต ที่เราไม่มีวันได้มันกลับคืนมา
นั่นคือ โอกาสดี ๆ ที่เราพลาดมันไปแล้ว
คำพูดที่เราได้พูดออกไปแล้ว
และเวลา.. ที่เราได้สูญเสียมันไปโดยเปล่าประโยชน์



Love if you're in love
Cry if you're hurt
Smile if you're happy
Don't grow old just grow up
Make mistakes and learn from them.

กล้าที่จะรักเมื่อคุณตกหลุกรัก
ร้องไห้เมื่อคุณเจ็บปวด
ยิ้มเมื่อมีความสุข
อย่าแก่ขึ้น แต่จงเติบโตขึ้น
ด้วยการเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง



The first to apologize is the bravest.
The first to forgive is the strongest.
And the first to forget is the happiest.

คนที่เอ่ยปากขอโทษก่อน คือคนที่กล้าหาญที่สุด
คนที่ให้อภัยก่อน คือคนที่เข้มแข็งที่สุด
และคนที่ลืมได้ก่อน คือคนที่มีความสุขที่สุด



Don't let somebody be your priority
When you're just their option.

อย่าปล่อยให้ใครเป็นคนสำคัญของเรา
ในขณะที่เราเป็นเพียงตัวเลือกของเขาเท่านั้น



A little jealousy in a relationship is healthy.
It is nice to know that someone is afraid to lose you.

ความหึงหวงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นกับความรักนั้น เป็นเรื่องดี
เพราะช่วยให้เราได้รู้ว่ามีใครสักคนกลัวที่จะสูญเสียเราไป



Confidence never comes from having all the answers;
It comes from being open to all the questions.

ความมั่นใจไม่ได้มาจากการรู้คำตอบทุกเรื่อง
แต่มาจากความพร้อมที่จะเจอกับคำถามทุกรูปแบบ



The pain of yesterday
Is the strength of today.

ความเจ็บปวดของเมื่อวาน
จะกลายเป็นความเข้มแข็งในวันนี้



Don't forget to remind yourself
That it's okay to make mistakes.

อย่าลืมเตือนตัวเอง
ว่าความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องเสียหาย



In life you will meet two types of people.
The ones who build you up
And the ones who tear you down.
But in the end,
You'll thank them both.

ชีวิตของเราจะเจอคน 2 รูปแบบ
คนที่พยายามฉุดดึงเราให้สูงขึ้น
และคนที่จ้องจะฉุดเราให้ตกต่ำลง
แต่สุดท้ายแล้ว
เราจะนึกขอบคุณคนทั้งคู่



Mathematics may not teach us how to add love or minus hate
But it gives us every reasons to hope that every problem has a solution.

คณิตศาสตร์ไม่ได้สอนให้เรารู้วิธีบวกความรักหรือลบความเกลียด
แต่ช่วยสอนให้เรามีเหตุผลที่จะหวังว่า ทุกปัญหามีทางแก้ไข



Never take someone's feeling for granted
Because you never know how much courage
They took to show it to you.

อย่าดูถูกความรู้สึกดี ๆ ที่ใครสักคนมีให้
เพราะคุณไม่มีวันรู้หรอกว่า
เขาต้องรวบรวมความกล้าแค่ไหน เพื่อแสดงให้คุณได้รับรู้



Always concentrate on how far you've come,
Rather than how far you have to let go

จงสนใจว่าคุณมาได้ไกลแค่ไหน
มากกว่าสนใจสิ่งที่คุณเสียไปเพื่อให้มาถึงจุดนี้



Once upon a time
Love and friendship met
Love : Why do you exist when I already exist?
Friendship: To put a smile where you leave tears.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
ความรักและมิตรภาพได้มาพบกัน
ความรัก : ทำไมเธอถึงเกิดขึ้น ในเมื่อโลกนี้มีฉันแล้ว
มิตรภาพ : เพื่อทำให้ทุกคนได้ยิ้มอีกครั้ง เมื่อคุณทำให้คนเสียน้ำตาไงล่ะ



Friends make the bad times good
And the good times unforgettable.

เพื่อนคือคนที่ทำให้ช่วงเวลาเลวร้าย กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ดี
และทำให้ช่วงเวลาดี ๆ เป็นสิ่งที่น่าจดจำ



Life is about the people we meet
And things we create with them.
So let us go out and start creating,
Life is too short to be spent alone.

ชีวิตนั้นคือการพบปะคนใหม่ ๆ
และสร้างสิ่งดี ๆ ร่วมกัน
เราจึงควรออกไปใช้เวลากับใครสักคน
เพราะชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะอยู่กับมันตามลำพัง



Expect nothing and appreciate everything.

จงอย่าคาดหวังสิ่งใด และจงเห็นคุณค่าทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต



Mistakes are sometimes the best memories.

บางครั้งความผิดพลาดก็อาจเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิต



Haters only hate the people they can't have
Or the people they can't be

คนเรามักจะเกลียดชังคนอื่น 
เพราะไม่มีอย่างที่คนอื่นมี
และไม่ได้เป็นเหมือนที่คนอื่นเป็นเท่านั้นแหละ



Don't wait for the perfect moment
Take the moment and make it perfect.

อย่ามัวแต่เฝ้ารอช่วงเวลาดี ๆ ในชีวิต
แต่จงสร้างช่วงเวลาดี ๆ ให้เกิดขึ้นในวันนี้ด้วยตัวคุณเอง



Why do you want to be somebody else
When you could be better
If you just find it in yourself

จะพยายามเป็นคนอื่นไปเพื่ออะไร
ในเมื่อคุณสามารถเป็นสิ่งที่ดีกว่านั้นได้
เมื่อคุณค้นพบตัวเอง



Happiness always look small
While you hold it in your hands,
But let it go,
And you learn at once
How big and precious it is.

ความสุขดูเป็นสิ่งเล็กน้อยเสมอ
เมื่อมันอยู่ในมือของเรา
แต่เมื่อเราปล่อยมันหลุดมือไปแล้ว
เราถึงจะรู้ว่ามันมีค่าและยิ่งใหญ่แค่ไหน



Is it better to lose your pride 
to the one you love
Rather than to lose the one you love
with your useless pride?

ดีแล้วหรือ ที่จะเลือกสูญเสียคนที่รักเพื่อศักดิ์ศรีของตัวเอง
มากกว่าจะโยนศักดิ์ศรีที่ไม่มีความหมายทิ้งไป เพื่อคนที่คุณรัก



You can't always control who walks into your life.
But you can control which window to throw them out.

คุณกำหนดคนที่จะเข้ามาในชีวิตคุณไม่ได้
แต่คุณเลือกตัดเขาออกไปจากชีวิตของคุณได้



Hope is wishing something will happen.
Faith is believing something will happen.
Courage is making something happen.

ความหวังคือการคาดหวังให้บางสิ่งเกิดขึ้น
ความศรัทธาคือการเชื่อมั่นว่าบางสิ่งจะเกิดขึ้น
แต่ความกล้าต่างหากคือสิ่งที่ทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น


http://www.yanchaow.com/25-view1211.aspx